วัด
พระอารามหลวง
9 วัด
วัดราษฎร์
343 วัด
สำนักสงฆ์
5 วัด
ที่พักสงฆ์
12 วัด
วัดร้าง
2 วัด
วัดทั้งหมด
371 วัด
ศาสนบุคคลไทย
พระภิกษุ
239 รูป
สามเณร
31 รูป
แม่ชี
8 รูป
ภิกษุณี
0 รูป
สามเณรี
0 รูป
ศิษย์วัด
0 คน
บุคคลทั่วไปชาย
5 คน
บุคคลทั่วไปหญิง
0 คน
ทั้งหมด
283 รูป/คน
ศาสนบุคคลต่างชาติ
พระภิกษุ
0 รูป
สามเณร
0 รูป
แม่ชี
0 รูป
ภิกษุณี
0 รูป
สามเณรี
0 รูป
ศิษย์วัด
0 คน
บุคคลทั่วไปชาย
0 คน
บุคคลทั่วไปหญิง
0 คน
ทั้งหมด
0 รูป/คน
สถิติสถานภาพพระภิกษุปัจจุบัน
พระบวชใหม่
201 รูป
ลาสิกขา
5 รูป
มรณภาพ
1 รูป
รายชื่อวัด
ที่สามารถเข้าระบบได้ล่าสุด
จ. สระบุรี
วันที่ 12-09-2563
จ. หนองคาย
วันที่ 12-09-2563
จ. กรุงเทพมหานคร
วันที่ 12-09-2563
จ. บุรีรัมย์
วันที่ 12-09-2563
จ. กรุงเทพมหานคร
วันที่ 12-09-2563
จ. หนองคาย
วันที่ 12-09-2563
จ. มหาสารคาม
วันที่ 08-08-2563
จ. ประจวบคีรีขันธ์
วันที่ 08-08-2563
จ. ร้อยเอ็ด
วันที่ 08-08-2563
จ. ขอนแก่น
วันที่ 26-06-2563
สำนักปฏิบัติธรรม วัดชากพง
แนะนำสถานที่
ตำบล ชากพง
อำเภอ แกลง
จังหวัด ระยอง
๒๑๑๙๐
สมัครปฏิบัติธรรม 
https://forms.gle/oouAXkY6PVa32LTe8
บรรยากาศ
เงียบสงบ
สถานที่กว้างขวาง ไม่แออัด
ต้นไม้-ป่าไม้ร่มรื่น
แนวปฏิบัติ
มหาสติปัฏฐานภาวนา
การเจริญสติแบบเคลื่อนไหว
ยุบหนอพองหนอ
พระอาจารย์/อาจารย์สอนปฏิบัติ

พร้อมคณะพระวิปัสสนาจารย์  จบการศึกษา ป.โท วิปัสสนาภาวนา  รุ่นที่ ๑๐ มจร วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส  จังหวัดนครปฐม

พระคัมภีร์เทพ ธมฺมิโก วิ.๑๐
พระจิรวัฒน์ อตฺตทนฺโต วิ.๑๐
พร้อมคณะพระวิปัสสนาจารย์  จบการศึกษา ป.โท วิปัสสนาภาวนา  รุ่นที่ ๑๐ วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส  จังหวัดนครปฐม

หลักฐานอ้างอิ่งการปฏิบัติงานการสอนวิปัสสนาธุระ มจร พระนครศีอยุธยา


เว็ปไซค สถาบันวิปัสสนาธุระ 
https://www.vipassanathai.org/main.php?url=monk_view&id=19&cat=

เว็บไวค์ ผู้ปฏิบัติงานวิปัสสนาธุระ 
https://www.vipassanathai.org/main.php?url=monk

สมัครปฏิบัติธรรม 
https://forms.gle/oouAXkY6PVa32LTe8
 
วัน เวลา ปฏิบัติธรรม
 

การปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน

หลักสูตรวิปัสสนาสำหรับพระภิกษุ และบุคคลทั่วไป
สำนักปฏิบัติธรรม วิปัสสนาปฏิปทาอริยวงศ์  วัดชากพง  ระยอง
--------0--------
การปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน หลักสูตรวิปัสสนาสำหรับบุคคลทั่วไป 
หลักสูตรสำหรับอุบาสก-อุบาสิกา ให้ได้ปฏิบัติธรรมตามแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ถือศีล ๘ นุ่งขาวห่มขาว เพื่อที่จะแสวงหาความสุขสงบร่มเย็นให้แก่ชีวิตตามแนวทางพระพุทธศาสนา จัดขึ้นเดือนละ ๒ ครั้งในสัปดาห์แรกและสัปดาห์สุดท้ายของเดือน โดยมีพระวิปัสสนาจารย์สอน และสอบอารมณ์โยคีผู้ปฏิบัติ ตามแนวทางสำหรับการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานที่ถูกต้อง ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าปฏิบัติได้ด้วยตนเอง รับครั้งละ๕๐ ท่าน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ผู้มีจิตศรัทธา สามารถบริจาคปัจจัยเข้ากองทุนวิปัสสนาธุระตามกำลังศรัทธา

ใบสมัครปฏิบัติธรรม 
https://forms.gle/oouAXkY6PVa32LTe8  

 
กำหนดการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน
โครงการปฏิบัติธรรมสำหรับพระภิกษุ  ประชาชนและเยาวชน
สำนักปฏิบัติธรรม วิปัสสนาปฏิปทาอริยวงศ์  วัดชากพง ระยอง
 
เดินทางก่อนวันแรกของการปฏิบัติ

 ๑๓.๐๐  -  ๑๕.๐๐ น.     เดินทางจากที่พักของตน – วัดชากพง - ลงทะเบียน
 ๑๕.๐๐  -  ๑๗.๐๐ น.     ลงทะเบียน เข้าที่พัก
 ๑๗.๐๐  -  ๑๘.๐๐ น.     พิธีบวชเนกขัมมะ สมาทานศีล ๘ และสมาทานพระกัมมัฏฐาน
 ๑๘.๐๐  -  ๑๙.๐๐ น.     ทำวัตรเย็นแปล ชี้แจงกฎระเบียบผู้ปฏิบัติ
 ๑๙.๐๐  -  ๒๐.๐๐ น.     ประธานพระวิปัสสนาจารย์ให้โอวาทการปฏิบัติ
 ๒๐.๐๐  -  ๒๑.๓๐ น.     ปฏิบัติธรรม
 ๒๑.๓๐  -  ๒๒.๐๐ น.    ทำภารกิจส่วนตัว
 ๒๒.๐๐  -  ๐๔.๐๐น.     กำหนดเข้านอน ดับไฟ 
วันที่สอง ถึง ก่อนวันสุดท้ายของการปฏิบัติ
๐๔.๐๐  -  ๐๔.๓๐น. ตื่นนอนทำความสะอาดสระรีระกิจของตน
๐๔.๓๐  -  ๐๖.๐๐ น.     ปฏิบัติธรรม
๐๖.๐๐  -  ๐๖.๓๐ น.     ทำวัตรเช้าแปล
๐๖.๓๐  -  ๐๘.๓๐ น.     รับประทานอาหารเช้า
๐๘.๓๐  -  ๑๐.๓๐ น.     ปฏิบัติธรรม
๑๐.๓๐  -  ๑๓.๐๐ น.      พัก
๑๓.๐๐  -  ๑๖.๐๐ น.      ปฏิบัติธรรม/สอบอารมณ์
๑๖.๐๐  -  ๑๗.๓๐ น.      รับน้ำปานะ / พักทำภารกิจส่วนตัว
๑๗.๓๐  - ๑๘.๐๐ น.      ทำวัตรเย็นแปล
๑๘.๐๐  - ๑๙.๐๐ น.       ธรรมบรรยายแนวทางปฏิบัติธรรม
๑๙.๐๐  - ๒๑.๐๐ น.      ปฏิบัติธรรม
๒๑.๐๐  - ๒๒.๐๐ น.      ทำภารกิจส่วนตัว 
๒๒.๐๐ -  ๐๔.๐๐ น.      กำหนดเข้านอน ดับไฟ
๐๔.๐๐ -  ๐๔.๓๐ น.      ตื่นกำหนดทำความสะอาดสรีระของตน

วันสุดท้ายของการปฏิบัติ
๐๔.๓๐  -  ๐๖.๓๐ น.    ปฏิบัติธรรม
๐๖.๓๐  -  ๐๗.๐๐ น.    ทำวัตรเช้าแปล
๐๗.๐๐  -  ๐๘.๓๐ น.    รับประทานอาหารเช้า
๐๘.๓๐  -  ๑๑.๐๐ น.    ปฏิบัติธรรม
๑๑.๐๐  -  ๑๓.๐๐ น.    พัก เก็บสัมภาระ
๑๓.๐๐  -  ๑๔.๐๐ น.    พิธีปิด
                                 - บรรยายสรุป รับโอวาท
                                 - ขอขมาพระรัตนตรัย
                                 - ลาศีล ลาบวชเนกขัมมะ สมาทานศีล ๕
                                 - รับพร ถ่ายภาพหมู่
                                
 หมายเหตุ ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ
- ผู้ปฏิบัติต้องสอบอารมณ์ทุกคน ตามที่วิปัสสนาจารย์กำหนดไว้ 
- หลักสูตร ๕ วัน กำหนดการ วันที่ ๒- ๓ - ๔ เหมือนกัน
- หลักสูตร ๗ วัน กำหนดการ วันที่ ๒- ๓ -๔ - ๕ -๖ เหมือนกัน
- ผู้ปฏิบัติชาย-หญิง สวมชุดขาว ถือศีล ๘
- กินง่าย อยู่ง่ายตามที่จัดให้ และงดใช้มือถือตลอดระยะเวลาปฏิบัติ ‘งดพูด - งดคุย ยกเว้ณการสอบอารามณ์เท่านั้น  จะพูดคุยหรือต้องการสิ่งใดให้ถามพระเจ้าหน้าที่ หรือพระวิปัสสนาจารย์เท่านั้น
- ต้องฝากโทรศัพท์เครื่องมือสื่อสารทุกชนิด เพื่อเจริญธรรมโดยแท้ และเพื่อไม่ให้เป็นการลบกวนผู้ปฏิบัติธรรมท่านอื่นๆ
- ถ้าไม่พร้อมปฏิบัติสามารถปฏิบัติได้ขออนุญาตกลับได้
- ถ้าไม่พร้อมปฏิบัติ พระวิปัสสนาจารย์ ก็จะเชิญให้กลับได้
 
ด้วยความนับถือ
 

พระคัมภีร์เทพ ธมฺมิโก
รักษาการเจ้าอาวาสวัดชากพง
ประธานพระวิปัสสนาจารย์

 
ตารางปฏิบัติธรรม
ไฟล์แนบ :
(172.96 kb)
รับผู้มาปฏิบัติธรรม
รับผู้ปฏิบัติธรรมได้สูงสุด
๓๐
รับพระภิกษุสามเณร
รับแม่ชี
รับชาย
รับหญิง
อายุผู้มาปฏิบัติธรรม 18 ปี ขึ้นไปและไม่เกิน - ปี
สุขภาพแข็งแรง ช่วยเหลือตัวเองได้
ผู้บกพร่องด้านการเดิน
ไม่รับ
ผู้บกพร่องด้านการเห็น
ไม่รับ
ผู้บกพร่องด้านการได้ยิน
ไม่รับ
ระยะเวลาปฏิบัติธรรม
ไปเช้า-เย็นกลับ
พักอยู่ปฏิบัติได้นานสุด
ตามสะดวก วัน
สถานที่ปฏิบัติ
ห้องประชุมรวม
ที่พักผู้ปฏิบัติธรรม
ห้องพักรวม (แยกชาย-หญิง)
มีพัดลม
การสอบอารมณ์ (ตรวจเช็คความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม)

สมัครปฏบัติธรรม https://forms.gle/oouAXkY6PVa32LTe8

ที่มาของพองหนอ ยุบหนอ


คนเป็นจำนวนมากยังมีความสงสัยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 โดย
การตั้งสติไว้ที่หน้าท้องพร้อมกับคำภาวนาว่า “พองหนอ” และ “ยุบหนอ” ตามการเคลื่อนไหวของท้องในขณะนั้น สาเหตุที่สำคัญอย่างหนึ่งของปัญหานี้คือคนเหล่านี้คุ้นเคยกับการปฏิบัติแบบอานาปานสติภาวนามาก่อน โดยการกำหนดจิตไว้ที่ปลายจมูกหรือริมฝีปากบนพยายามสังเกตลมหายใจเข้าออก ว่าสั้นหรือยาว หยาบหรือละเอียด นอกจากนั้นในบางสำนักยังมีการสอนใจเจริญพุทธานุสสติควบคู่ไปด้วย กล่าวคือ ให้กำหนดจิตหรือผู้รู้ไว้ที่ลมหายใจ ซึ่งมีการสัมผัสที่ปลายจมูก พร้อมกับนึกในใจว่า “พุท” เวลาหายใจเข้า และ “โธ” เวลาหายใจออก

การปฏิบัติทั้งสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานตามแนวอานาปานสติสูตร ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมานานแล้ว ในประเทศไทยและประเทศอื่นที่นับถือพุทธศาสนา
ด้วยเหตุนี้หลายคนจึงสงสัยว่าการภาวนา “พองหนอ (rising)” และ “ยุบหนอ (falling)” เป็นแนวปฏิบัติที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกหรือเปล่า มีการปฏิบัติกันเช่นนี้ในสมัยก่อนหรือไม่ หรือเป็นวิธีปฏิบัติของวิปัสสนาจารย์ในยุคหลัง ความลังเลสงสัยเช่นนี้ก่อให้เกิดทั้งผลดีและผลเสีย ผลดีคือบางคนพยายามศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมหาแหล่งที่มาของ “พองหนอและยุบหนอ” สิ่งที่สำคัญคือต้องการจะทราบว่าเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่ ถ้าเป็นจริงตามนี้มีหลักฐานอะไรมายืนยันบ้าง เมื่อทราบข้อเท็จจริงแล้วจะก่อให้เกิดศรัทธาและปสาทะในการปฏิบัติธรรมอย่างแน่วแน่ต่อไปผลเสียคือว่าทำให้การปฏิบัติย่อหย่อนไม่เต็มที่มีแต่ความเคลือบแคลงสงสัยและมีโอกาสจะบรรลุเป้าประสงค์ตามที่ต้องการได้ยาก

มหาสติปัฏฐานสูตร


ในมหาสติปัฏฐานสูตรที่ปรากฎอยู่ในคัมภีร์มหาวรรคทีฆนิกายซึ่งเป็นพระสูตรที่ค่อนข้าง
ยาวมาก พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า
“ทางสายนี้เป็นทางสายเอกหรือทางสายเดียวเท่านั้น (The onlyway)”

1. เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย
2. เพื่อระงับความเศร้าโศกและคร่ำครวญ
3. เพื่อดับความทุกข์กาย (ทุกข์) และความทุกข์ใจ (โทมนัส)
4. เพื่อบรรลุญายธรรม คือ อริยมรรค
5. เพื่อเห็นแจ้งพระนิพพาน

ทางสายเดียวนี้คือ“สติปัฏฐาน 4”


สติปัฏฐาน แปลว่า ที่ตั้งของสติซึ่งได้แก่ กาย (body) เวทนา (feeling) จิต (mind) และธรรม
(mind-objects) สติปัฏฐาน 4 จำแนกออกเป็น 4 หมวด ดังนี้

1. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ การมีสติเข้าไปตั้งและตามดูกาย
2. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ การมีสติเข้าไปตั้งและตามดูเวทนา
3. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ การมีสติเข้าไปตั้งและตามดูจิตหรือความคิด
4. ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ การมีสติเข้าไปตั้งและตามดูธรรมหรืออารมณ์ที่เกิดกับจิต

กรรมฐานที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตรนี้ยังสามารถจำแนกออกได้เป็น 21
กรรมฐาน

ในบรรดากรรมฐาน 21 อย่างนี้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคอธิบายว่า อานาปานปัพพะ (ข้อกำหนด
ลมหายใจเข้า-ออก) และปฏิกูลปัพพะ (ข้อกำหนดอาการ 32 ของร่างกาย เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง
ว่าเป็นของน่ารังเกียจ) เป็นข้อปฏิบัติทั้งสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน และสามารถทำให้
เกิดอัปปนาสมาธิ ซึ่งเป็นสมาธิระดับฌาน หรืออุปจารสมาธิ ซึ่งเป็นสมาธิที่เข้าไปเฉียดใกล้ต่อฌาน
ในบรรดากรรมฐานที่เหลือ 19 อย่างนี้ นวสีวถิกาปัพพะ (ข้อกำหนดด้วยป่าช้า 9 ชนิด) เป็นสมถกร
รมฐานล้วน ส่วนที่เหลือคือ อิริยาบถ 4 สัมปชัญญะ 4 และการกำหนดธาตุ 4 เป็นวิปัสสนา
กรรมฐานล้วน

วิปัสสนาขณิกสมาธิ


ความจริงการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานใช้สมาธิระดับขณิกสมาธิ (momentary
concentration) ได้แก่สมาธิเพียงชั่วขณะเท่านั้น ผู้ปฏิบัติต้องพยายามกำหนดอารมณ์ที่เป็นปรมัตถ์
คือ รูปนามที่เกิดขึ้นทางทวารทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ตั้งสติกำหนดทุกสิ่งทุกอย่าง
รวมทั้งอาการต่าง ๆ เช่น การเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การสัมผัสและการนึกคิดเป็น
ต้น ขณะเดียวกันต้องกำหนดอารมณ์ต่าง ๆ ให้เห็นเป็นความไม่เที่ยง (อนิจจัง) ความทนได้ยาก (ทุก
ขัง) และความไม่ใช่ตัวตน (อนัตตา) เมื่อกำหนดเช่นนี้ติดต่อกันอย่างไม่ขาดสาย กำลังของสมาธิจะ
เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนสามารถกำจัดนิวรณ์ต่าง ๆ ได้

ฉะนั้นวิปัสสนาขณิกสมาธิจึงมีกำลังเท่ากับสมถอุปจารสมาธิ และเมื่อวิปัสนาญาณสูงขึ้นถึงระดับหนึ่ง เช่น อุทยพยญาณ ภังคญาณ แล้วก็จะมีกำลังมากคล้าย ๆ กับอัปปนาสมาธิ

อย่าเข้าใจผิดว่าการปฏิบัติวิปัสสนาต้องตั้งสติกำหนดที่อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียวโดยไม่ต้องย้ายไปกำหนดที่อารมณ์อื่น สมาธิจะได้ตั้งมั่น จิตไม่วอกแวกเช่น ขณะกำหนดอาการพอง-ยุบ พอมีการได้ยิน การปวด การคิด เกิดขึ้นและเป็นอารมณ์ที่ชัดกว่า ก็ไม่ยอมกำหนด การปฏิบัติเช่นนี้เป็นการเข้าใจผิด สมาธิที่เกิดขึ้นเป็นเพียงสมถสมาธิส่วนวิปัสสนาขณิกสมาธินั้นมีรูปนามปรมัตถ์เป็นอารมณ์ ต้องตั้งสติจนได้สมาธิชั่วขณะหนึ่ง ซึ่งเรียกว่าขณิกสมาธิ

แต่วิปัสสนาขณิกสมาธิเมื่อมีกำลังแก่กล้าพอ ก็สามารถทำให้บรรลุถึงโลกุตตรอัปปนาสมาธิ คือ เข้าถึงมรรคผล นิพพานได้ อุปมาเหมือนเมล็ดงาที่มีขนาดเล็กมากเมล็ดหนึ่ง ๆ ย่อมมีน้ำมันน้อย ยังไม่อาจทำให้เกิดเป็นน้ำมันขึ้นมาได้ แต่เมื่อเอาหลาย ๆ เมล็ดรวมกันเข้าก็ได้น้ำมันมาก ข้อนี้ฉันใดวิปัสสนาขณิกสมาธิก็ฉันนั้น โยคีบุคคลที่มีจิตไปถึงไหน ก็ตั้งสติกำหนดไปที่นั้น ได้ขณิกสมาธิเกิดขึ้นมาทันที ไม่เรียกว่าใจฟุ้งซ่านเมื่อขณิกสมาธิมีกำลังมากเท่ากับอุปจารสมาธิแล้ว การกำหนดอารมณ์อันหนึ่งกับอีกอันหนึ่งนั้นระหว่างกลางอารมณ์ทั้งสองกิเลสนิวรณ์เข้าไม่ได้

รูปแบบของวิปัสสนายานิก

 

การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนววิปัสสนายานิก หรือสุทธวิปัสสนากรรมฐาน (pure
insight meditation) ซึ่งเป็นการปฏิบัติวิปัสสนาล้วน ๆ โยคีหรือผู้ปฏิบัติจะต้องกำหนดรูปธรรม
(materiality) และนามธรรม (mentality) ที่เป็นปรมัตถ์ ในขณะที่ทวารทั้ง 6 รับรู้อารมณ์ภายนอก
(รูป เสียง กลิ่น รส สิ่งสัมผัส และธรรมารมณ์) ตัวอย่างเมื่อมีรูป (คลื่นแสง) มากระทบกับตาจะเกิด
การเห็นขึ้น ให้ตั้งสติกำหนดในใจว่า “เห็นหนอ ๆๆ” ในขณะที่มีการเห็นเกิดขึ้นจะมีองค์ประกอบที่
สำคัญ 3 อย่างคือ

1. ตา เป็นรูป ซึ่งเป็นที่เกิดของจักขุวิญญาณ คือ การมองเห็น
2. รูปหรือคลื่นแสงก็เป็นรูป
3. จักขุวิญญาณ คือการเห็น เป็นนาม

ดังนั้น ทุกครั้งที่มีการกำหนดว่า “เห็นหนอ ๆ ๆ” ด้วยความเพียร (อาตาปี) สติ (สติมา) และ
สัมปชัญญะ (สัมปชาโน) จะมีเพียงรูป (คือ ตา กับคลื่นแสงที่มากระทบกับตา) และนาม (คือจักขุ
วิญญาหรือการเห็น) เกิดขึ้น รูปและนามที่เกิดขึ้นก็มีการเกิดและการดับอยู่ตลอดเวลาอย่างถี่ยิบ
เพราะเป็นรูปนามปรมัตถ์ ต่อมาก็จะเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์และความไม่ใช่ตัวตน ในขณะ
นั้นจะไม่มีสิ่งสมมุติหรือบัญญัติ (concepts) เช่น ฉันเห็น เขาเห็น เธอเห็น สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขาเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับโยคีผู้เริ่มปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน มักประสบความยากลำบากอย่าง
มากในการกำหนดรูปนามที่เกิดขึ้นทางทวารทั้ง 6 วิปัสสนาจารย์ในสมัยก่อนจึงนิยมให้กำหนดตาม
หมวดอิริยาบทใหญ่ 4 (อิริยาปถปัพพะ) หมวดอิริยาบทย่อย 4 (สัปชัญญะปัพพะ) และหมวดกำหนด
ธาตุ 4 (ธาตุมนสิการปัพพะ)

ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้โดยทางวิปัสสนา เมื่อเริ่มปฏิบัติให้นั่งในท่าสมาธิแบบพระพุทธรูป ขาขวาทับขาซ้าย มือขวาวางลงบนมือซ้าย ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติให้มั่นเอาสติไปกำหนดที่ท้องบริเวณสะดือ ให้สังเกตแต่เพียงอาการคือการแสดงออกมา (manifestation)ซึ่งได้แก่การเคลื่อนไหว (movement or motion) ของท้องขณะที่ท้องพองออกให้กำหนดในใจว่า“พองหนอ” และขณะที่ท้องยุบลงให้กำหนดในใจว่า “ยุบหนอ” ไม่ให้มีการออกเสียง เป็นแต่เพียงการกำหนดในใจ (a mental note) เท่านั้น ปล่อยให้การหายใจดำเนินไปตามปกติไม่ต้องไม่สนใจกับลมหายใจเข้าออก และรูปร่างสัณฐานของท้อง จำไว้ว่าสนใจแต่เพียงอาการพองและอาการยุบของท้องเท่านั้น

การกำหนดในใจว่า “พองหนอ-ยุบหนอ” (ภาษาไทย) “rising-falling” (ภาษาอังกฤษ) หรือ
“อการกำหนดในใจว่า “พองหนอ-ยุบหนอ” (ภาษาไทย) “rising-falling” (ภาษาอังกฤษ) หรือ“อนนมติ-โอนมติ” (ภาษาบาลี) นั้น เป็นเพียงคำภาวนา ซึ่งเป็นอารมณ์บัญญัติ (conventionalconcept) เพื่อก่อให้เกิดสมาธิเท่านั้นไม่ใช่เป็นอารมณ์ปรมัตถ์ (ultimate reality) ซึ่งเป็นอารมณ์ของวิปัสสนากรรมฐาน ดังนั้น นอกเหนือจากการกำหนดในใจว่า “พองหนอ ยุบหนอ” แล้วโยคีจะต้องพยายามสังเกตดู “อาการพอง-อาการยุบ” ซึ่งเป็นอารมณ์ปรมัตถ์ แน่นอนในระยะเริ่มต้นโยคีมักจะกำหนดได้แต่เพียงอารมณ์บัญญัติก่อน

ต่อไปเมื่อวิริยะ (ความเพียร) สติ (ความระลึกได้) สมาธิ(ความสงบและความตั้งมั่นของจิต) และปัญญา (ความรู้) พัฒนามากขึ้น ๆ ก็จะค่อย ๆ เห็นอารมณ์ปรมัตถ์คือ อาการพอง-อาการยุบ ชัดขึ้น ๆ เป็นลำดับ การกำหนดอารมณ์ของกรรมฐาน “พองหนอ-ยุบหนอ” คือการกำหนด “วาโยโผฏฐัพพรูป” ซึ่งหมายถึงรูปตามที่ลมถูกต้องนั่นเอง

ธาตุลมกับอาการพองและอาการยุบ

 

ธาตุลม (วาโยธาตุ) มี 2 อย่าง คือ
1. วาโยธาตุภายในและ
2. วาโยธาตุภายนอก

ในที่นี้วาโยธาตุภายในมีอยู่ 6 ประการคือ
1. ลมที่ขึ้นเบื้องสูง ซึ่งก่อให้เกิดอาการเรอ สะอึก หรืออาเจียน
2. ลมที่พัดลงสู่เบื้องล่าง ซึ่งทำให้มีการถ่ายปัสสาวะและอุจจาระออกจากร่างกาย
3. ลมที่อยู่ในท้องภายนอกระบบทางเดินอาหาร
4. ลมในกระเพาะและลำไส้
5. ลมที่เดินตามเส้นประสาทไปตามแขนขา และส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ก่อให้เกิดการยืน
การนั่ง การเดิน การคู้ การเหยียด และอิริยาบทย่อยอื่น ๆ และ
6. ลมหายใจเข้าและออก

ส่วนวาโยธาตุภายนอก ได้แก่ ลมที่อยู่ภายนอกร่างกาย เช่น ลมมรสุม ลมไต้ฝุ่น ลมประจำ
ทิศ ลมร้อน ลมเย็น ลมที่เกิดจากพัดลม เป็นต้น

จากหลักฐานดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การกำหนดอาการพองและอาการยุบของท้อง มิใช่การ
กำหนดลมหายใจเข้าและลมหายใจออกซึ่งอยู่ในหมวดอานาปานปัพพะ แต่เป็นการกำหนดวาโย
ธาตุหรือธาตุลมซึ่งอยู่ในหมวดธาตุมนสิการปัพพะ ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ในมหาสติปัฏฐาน
สูตรว่า “ภิกษุพิจารณาดูกาย นี้แหละ ตามที่สถิตอยู่ ตามที่ตั้งอยู่โดยความเป็นธาตุว่า ในการนี้มี ธาตุ
ดิน (the earth element) ธาตุน้ำ (the water element) ธาตุไฟ (the fire element) และธาตุลม (the wind element)

ในขณะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ธาตุทั้ง 4 จะปรากฏอาการให้รู้เป็นปัจจุบันธรรม
ตัวอย่างในอิริยาบทนั่ง ร่างกายของโยคีจะมีลักษณะตึงและเคร่ง เพื่อให้ทรงตัวอยู่ได้ในอิริยาบทนี้
ด้วยอำนาจของธาตุลมเหมือนลูกโป่งที่ถูกอัดจนแน่นด้วยลม จนมีลักษณะพองและตึง ความแข็ง
(hardness) หรือความอ่อน (softness) คือลักษณะเฉพาะของธาตุดินบางครั้งรู้สึกอุ่นหรือร้อนบริเวณท้องหรือก้นที่สัมผัสกับพื้น ความอุ่น (warmth) หรือความร้อน (hotness) คือธาตุไฟที่ปรากฎออกมาการที่ท้องหรือส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเกาะกุมกันจนมีรูปร่างเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ผนังหน้าท้อง การเกาะกุม (cohesion) เช่นนี้ คือ ลักษณะของธาตุน้ำ ส่วนอาการหรือการเคลื่อนไหว (motion)ของท้องเวลาท้องพองออกและท้องยุบลง คือปรากฎการณ์ของธาตุลม
ธาตุทั้ง 4 เป็นรูปที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เรียกว่า อวินิพโภครูป สิ่งที่เป็นรูปทุก
อย่างแม้แต่ปรมาณูที่เล็กที่สุดจะต้องมีคุณสมบัติที่มีอยู่เป็นประจำ 8 อย่างคือ

1. ปฐวี (คือสภาพแข็งและอ่อน)
2. อาโป (คือสภาพเอิบอาบและเกาะกุม)
3. เตโช (คือสภาพร้อนและเย็น)
4. วาโย (คือสภาพเคร่งตึงและเคลื่อนไหว)
5. วัณณะ (คือสี)
6. คันธะ (คือกลิ่น)
7. รสะ (คือรส) และ
8. โอชา (คืออาหารรูป)

ธาตุลมทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของร่างกาย


การเคลื่อนไหวของร่างกายเกิดจากอำนาจของธาตุลม เมื่อเราคู้แขนเข้ามา เหยียดแขน
ออกไป หรือแสดงพฤติกรรมทางกายอย่างใดอย่างหนึ่ง แสดงว่าธาตุลมกำลังทำงานอยู่ ตัวอย่าง
สำหรับการเดิน ก่อนที่การเดินจะเกิดขึ้น จิตจะทำหน้าที่เป็นผู้สั่งทำให้วาโยธาตุแล่นไปทั่วร่างกาย
โดยเฉพาะบริเวณขาทั้งสองข้าง ผลที่ตามมาคือพฤติกรรมของการเดิน

โดยสรุปจิตที่อยากเดินนั้นเป็นเหตุ ส่วนอาการเดินที่เกิดขึ้นเป็นผล สิ่งที่น่าสนใจมากคือ ปรากฎการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับหลักสรีรวิทยาทางการแพทย์ ในสมองของแต่ละคนจะมีส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหว เช่น การเคลื่อนไหวของร่างซีกซ้ายจะถูกควบคุมโดยสมองซีดขวา เมื่อเราต้องการจะยกมือซ้าย จิตที่ประกอบด้วยเจตนาจะสั่งให้สมองซีกขวาจะส่งกระแสประสาท (nerve impulse) ไปตามเซลล์
ประสาท (neurons) จากเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่งไปสู่เส้นประสาท (nerve fibers) ที่ไปเลี้ยง
บริเวณแขนและมือซ้าย กระแสประสาทจะก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวของมือตามที่ต้องการ ความ
จริงแล้วกระแสประสาทก็คือ ธาตุลมนั้นเอง เพราะมีหน้าที่เหมือนกันคือ การทำให้เกิดการ
เคลื่อนไหว (movement) ในร่างกาย

ในการเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถ้าโยคีกำหนดแต่เพียงรูปร่างสัณฐานของ ท้อง แขน
ขา หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง อารมณ์ที่ปรากฎกับจิตยังคงเป็น
อารมณ์บัญญัติ (conventional concepts) ซึ่งเป็นอารมณ์ของสมถกรรมฐานทำให้จิตสงบและตั้งมั่น แต่ยังไม่สามารถทำลายสักกายทิฏฐิ คือ ความเห็นผิดว่าเป็นตัวเราของเขา เป็นสัตว์ บุคคล เรา เขา

ทำนองนี้ได้ แต่ถ้าโยคีพยายามกำหนดการเคลื่อนไหวของท้องพร้อมกับการกำหนดในใจว่า “พอง
หนอ-ยุบหนอ” หรือกำหนดการเคลื่อนไหวของเท้า พร้อมกับการกำหนดในใจว่า “ยกหนอ ย่าง
หนด เหยียบหนอ” (สำหรับการเดินจงกรม 3 ระยะ) ในลักษณะเช่นนี้อารมณ์ที่ปรากฎกับจิตจะเป็น
อารมณ์ปรมัตถ์ (ultimate realities) ซึ่งเป็นอารมณ์ของวิปัสสนากรรมฐาน การกำหนดที่ถูกต้อง
เช่นนี้จะนำไปสู่วิปัสสนาญาณที่ค่อย ๆ สูงขึ้นตามลำดับ จนเห็นแจ้งประจักษ์ในความไม่เที่ยง
(อนิจจัง) ความเป็นทุกข์ (ทุกขัง) และความไม่มีตัวตน (อนัตตา) ของรูปนาม เห็นรูปนามเกิดดับ
อย่างถี่ยิบ จนเกิดความกลัว ความเห็นโทษ ความเบื่อหน่าย ความปรารถนาที่จะพ้นไปจากรูปนาม
และจนสุดท้ายคือ บรรลุมรรคญาณและผลญาณในที่สุด

ประวัติวิปัสสนาวงศ์พระอรหันต์

 

ดร.ภัททันตะ อาสภมหาเถระ อัคคมหากัมมัฎฐานาจริยะเจ้า สำนักวิปัสสนาวิเวกอาศรม
จังหวัดชลบุรีได้เล่าไว้ ในเรื่อง “วิปัสสนาวงศ์” เกี่ยวกับการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติ
ปัฏฐาน 4 หรือแบบ “พองหนอ-ยุบหนอ” มีหลักฐานยืนยันว่าการปฏิบัติแบบนี้มีมาตั้งแต่โบราณ
กาลในราวพุทธศักราช 235 มีอรหันต์องค์หนึ่งนามว่า พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ พร้อมด้วยพระ
อรหันต์ 1,000 รูป ได้ร่วมกระทำตติยาสังคายนา ที่เมืองปาฏลีบุตร เมืองหลวงของแคว้นมคธ โดยมี
พระเจ้าอโศกมหาราชเป็นศาสนูปถัมภก หลังจากเสร็จสิ้นในการทำสังคายนาครั้งที่สามแล้ว ท่านได้
ส่งสาวกที่เป็นพระอรหันต์นำพระพุทธศาสนาไปเผยแพร่และประดิษฐานยังที่ต่าง ๆ รวม 9 สาย
ด้วยกัน

ในแคว้นสุวรรณภูมิมีพระโสณะอรหันต์ และพระอุตตระอรหันต์ นำพระพุทธศาสนามา
ประดิษฐานที่เมืองตะโทง (Thaton) หรือสุธรรมนครในประเทศสหภาพพม่า ตามประวัติได้มีการ
สืบทอดวิปัสสนาวงศ์พระอรหันต์เรื่อยมาไม่ขาดสาย จนถึงสมัยของวิปัสสนาจารย์ติรงคะ สะยาดอ
พระมโน อรหันต์ พระมิงกุลโตญ สะยาดอ และพระมิงกุล เชตวัน สยาดอ ตามลำดับ
พระอาจารย์มิงกุล เชตวัน สะยาดอ หรือภัททันตะนารทเถระแห่งเมืองมะละแหม่ง เป็นผู้ที่
มีชื่อเสียงมากในการสอนวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 จนกิตติศัพท์ของท่านขจรไป
ไกลในประเทศสหภาพพม่า

สมัยนั้นสานุศิษย์ของท่านผู้หนึ่งที่มีคนรู้จักกันดีทั่วไปในวงการพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท คือ พระอาจารย์มหาสีสะยาดอ หรือ ภัททันตะ โสภณมหาเถระ อัคคมหาบัณฑิต ผู้เป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดมหาสี และเจ้าสำนักสาสนยิตตา ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่ใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดในเมืองย่างกุ้ง ประเทศสหภาพพม่า พระอาจารย์ ดร.ภัททันตะ อาสภมหาเถระ อัคคมหากัมมัฏฐานาจริยะ ผู้เป็นสานุศิษย์องค์หนึ่งของพระอาจารย์มหาสีสะยาดอ ได้เมตตาเล่าให้ผู้เขียนฟังว่าพระอาจารย์มิงกุล เชตวัน สะยาดอ มีความสามารถในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอย่างช่ำชอง ท่านสามารถกำหนดสติได้ ทั้งที่ปลายจมูก โดยสังเกตการกระทบของลมหายใจเข้าออกที่บริเวณนี้ (แบบอานาปานปัพพะ) และที่บริเวณท้องโดยสังเกตอาการพองและอาการยุบ (แบบธาตุมนสิการปัพพะ)

การเผยแพร่วิปัสสนาแบบพองหนอยุบหนอ


เมื่อพระอาจารย์มหาสี สะยาดอ ศึกษาวิปัสสนากรรมฐานกับท่านได้พิจารณาดูอย่างรอบ
คอยกลับมีความเห็นว่า การกำหนดสติที่บริเวณท้องทำได้ง่ายกว่า และได้ผลดีกว่าด้วย
โดยปกติลมหายใจเข้า-ออก เป็นรูปที่ละเอียดอ่อน เป็นอารมณ์ของกรรมฐานที่กำหนดได้
ยาก เมื่อวิริยะ (ความเพียร) สติ (ความระลึกได้) สมาธิ (ความตั้งมั่นแห่งจิต) และสัมปชัญญะ (ความ
รู้ตัวทั่วพร้อม) มีพลังมากขึ้น ลมหายใจจะค่อย ๆ ละเอียดอ่อนและเบาลง ๆ จนดูเหมือนว่าจะหยุด
หายใจ ในสถานการณ์เช่นนี้ โยคีบางคนหาที่กำหนดไม่ได้ ทำให้จิตฟุ้งซ่านและซัดส่าย

แม้ว่าอานาปานสติจะเป็นยอดของกรรมฐานทั้งหมด แต่ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคได้กล่าวไว้ว่า
“ก็อานาปานสติกรรมฐานนี้เป็นของยาก อบรมได้ยาก เป็นภูมิแห่งมนสิการของผู้เป็นมหาบุรุษเท่านั้น
กล่าวคือ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพุทธบุตรทั้งหลาย”

ส่วนการกำหนดสติที่บริเวณท้องโดยสังเกตการเคลื่อนไหวของท้อง ซึ่งเกิดจากอำนาจของ
ธาตุลมทำให้สะดวกกว่า เพราะว่าวาโยโผฏฐัพพรูป หรือรูปที่ลมถูกต้อง เป็นรูปที่หยาบกว่ารูปอัน
เกิดจากการสัมผัสของลมหายใจเข้าออกที่ปลายจมูก นอกจากนั้นคนสมัยนี้ไม่ละเอียดอ่อนเหมือน
คนสมัยก่อน

ดังนั้นการกำหนดสติที่บริเวณท้องจึงเหมาะสมกว่า ด้วยเหตุผลเหล่านี้ เมื่อเริ่มมีการ
สอนวิปัสสนากรรมฐาน พระอาจารย์มหาสี สะยาดอ จึงแนะนำให้โยคีทุกคนกำหนดสติไว้ที่หน้า
ท้องบริเวณสะดือ และพยายามสังเกตอาการพอง-อาการยุบ พร้อมกับการกำหนดในใจว่า “พอง
หนอ-ยุบหนอ”

ในช่วงเวลานี้หลายคนมีความเห็นขัดแย้งกับแนวการสอนแบบนี้อย่างรุนแรง เขา
เหล่านี้คิดว่าเป็นวิธีการสอนวิปัสสนากรรมฐานแบบใหม่ที่พัฒนาขึ้น โดยพระอาจารย์มหาสี สะ
ยาดอ เป็นคำสอนที่ไม่มีอยู่ในพระไตรปิฎก หรือมิใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จาก
หลักฐานที่ได้กล่าวมาแล้วจะเห็นได้ชัดว่าวิธีการสอนแบบนี้มีมาตั้งแต่โบราณกาลเป็นแนวปฏิบัติที่
นิยมแพร่หลายในประเทศสหภาพพม่าเป็นระยะเวลานานก่อนที่พระอาจารย์มหาสี สะยาดอ จะ
นำมาใช้สอนโยคีผู้เป็นศิษย์

ฉะนั้น การกำหนดในใจว่า “พองหนอ-ยุบหนอ” ที่บริเวณท้องคือการสังเกตธาตุลม (วาโย
ธาตุ) ที่มีสภาวะลักษณะคือการเคลื่อนไหวอย่างชัดเจน เป็นแนวทางปฏิบัติวิปัสสนา กรรมฐานที่
สอดคล้องกับหลักคำสอนในมหาสติปัฏฐานสูตร ที่ว่าด้วยการมีสติตามดูกาย (กายานุปัสสนาสติปัฏ
ฐาน) ในข้อกำหนดเกี่ยวกับการพิจารณากายโดยความเป็นธาตุทั้ง 4 (ธาตุมนสิการปัพพะ) อาการ
พอง-อาการยุบ คือรูปที่เกิดขึ้นจากการสัมผัสของธาตุลมนี้เรียกว่า วาโยโผฏฐัพพรูป เป็นรูปปรมัตถ์
ที่มีลักษณะของวาโยธาตุชัดเจนคือการเคลื่อนไหว

พระพุทธองค์ทรงเทศนาไว้ในบาลีสังยุติการยว่า


“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอจงเป็นผู้มีโยนิโสมนสิการ ตั้งสติ กำหนดที่รูป ถ้ามีสมาธิแล้ว รูปนั้น
อนิจจังก็ดี ทุกขังก็ดี อนัตตาก็ดี ย่อมเห็นได้ชัดเจนแน่นอน”

ยังทรงเทศน์อีกว่า “โยคีบุคคลที่โผฏฐัพพารมณ์ถูกต้องสัมผัสนั้นตั้งสติกำหนดรู้เห็นอยู่ว่าไม่เที่ยงบุคคลนั้นอวิชชาหายไปวิชชาญาณปรากฏ”

ดังนั้น การกำหนด “พองหนอ-ยุบหนอ” จึงเป็นการสังเกตวาโยโผฏฐัพพรูปด้วยโยนิโสมนสิการ อันประกอบด้วยอาตาปีหรือวิริยะ (ความเพียร) สติ (ความระลึกได้) สมาธิ (ความตั้งมั่นแห่งจิต) และสัมปชัญญะ (ความรู้ตัวทั่วพร้อม) มีหลักฐานยืนยันว่าเป็นคำสอนของพระพุทธองค์ที่ตรัสไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตร เมื่อพลังของปัจจัยดังกล่าวแก่กล้าพอเพียงแล้วผู้ปฏิบัติ (โยคี) จะเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์และความไม่ใช่ตัวตนของรูปธรรมและนามธรรม มีสัมมาทิฏฐิและวิชชาญาณเกิดขึ้น จนสามารถบรรลุมรรค ผล นิพพานได้ในที่สุด


อ้างอิง
วิปัสสนากรรมฐาน(แนวมหาสติปัฏฐานสูตร)
รวบรวมเป็นวิทยาทานโดย…..พระราชพุทธิญาณ
เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ วัดบุพพาราม อำเภอเมืองเชียงใหม่
ประธานศูนย์วัฒนธรรมท้องถิ่นวัดบุพพาราม
กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ

สมัครปฏิบัติธรรม 
https://forms.gle/oouAXkY6PVa32LTe8

ค่าใช้จ่าย (บำรุงอาคารสถานที่)
ฟรี (ไม่เสียค่าใช้จ่าย)
การเดินทาง
๑. เดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว วัดชากพง ระยอง
๒. เดินทางรถตู้โดยสาร รังสิต - จัทรบุรี (ลงอำเภอแกลง) ต่อสองแถว
๓. เดินทางรถตู้โดยสาร เอกมัย - จันทบุรี (ลงอำเภอแกลง) ต่อรถสองแถว
๔. เดินทางรถโดยสารประจำทาง หมอชิต - จันทบุรี (ลงอำเภอแกลง) ต่อสองแถว
๕. เดินทางรถโดยสารประจำทาง เอกมัย - จันทบุรี (ลงอำเภอแกลง) ต่อสองแถว
ใบสมัคร ปฏิบัติธรรม 
https://forms.gle/oouAXkY6PVa32LTe8
 
ข้อมูล/บริการอื่น ๆ
ชุดปฏิบัติธรรม
ไม่มี
อาสนะรองนั่ง
มี
ผ้าคลุมตัก
ไม่มี
อาหาร
อาหารปกติ
เครื่องดื่ม
ชา
กาแฟ
ห้องพยาบาล มีเจ้าหน้าที่พยาบาลตลอดเวลา
ไม่มี
บริการนวดเพื่อสุขภาพ
ไม่มี
ห้องอบสมุนไพร/สปา
ไม่มี
บริการอินเตอร์เนต WIFI
ไม่มี
บริการหนังสือธรรม
ไม่มี
สื่อธรรมะ ไฟล์เสียง
มี
สื่อธรรมะ ไฟล์วีดีโอ
มี
สัญญาณโทรศัพท์มือถือ
 
เอไอเอส
ดี
ดีแทค
ดี
ทรูมูฟ
ดี
คำแนะนำในการเตรียมตัวมาปฏิบัติธรรม

แนวทางปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานโดย...พระอาจารย์มหาสีสยาดอ

 
 
 การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้น ผู้ปฏิบัติหรือที่เรียกว่าโยคีนั้น ต้องพยายามทำความเข้าใจ ให้ถูกต้อง ถึงสภาวะของรูปนามที่เกิดขึ้นในร่างกายของผู้ปฏิบัติเอง สภาวะของรูปนั้นเป็นรูปร่าง ซึ่งเราสามารถมองเห็นได้ชัดเจนรอบๆตัวเรา ร่างกายของคนเราทั้งหมดที่มองเห็นได้ชัดเจนนั้น เรียกว่า รูป สภาวะของนามมีหน้าที่ในการรับรู้อารมณ์ นามรูปนี้สามารถเห็นได้เด่นชัด เมื่อใด ก็ตามที่ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส กายถูกต้องสัมผัส ใจนึกคิดเรื่องราวต่างๆ ผู้ปฏิบัติจะต้องรู้อารมณ์ทั้งหลายด้วยตนเอง โดยกำหนดว่า เห็นหนอ ได้ยินหนอ กลิ่นหนอ รสหนอ ถูกหนอ คิดหนอ เป็นต้น ทุกขณะที่โยคีผู้ปฏิบัติเห็นรูป ได้ยินเสียง ได้กลิ่น รู้รส ถูกต้อง สัมผัส นึกคิดเรื่องราวต่างๆ ก็ควรกำหนดรู้อารมณ์เหล่านี้ตามความเป็นจริง แต่ว่า

ในกรณีของผู้เริ่มปฏิบัติใหม่ก็ไม่สามารถกำหนดได้ทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นจึงควรเริ่มกำหนดสภาวะที่เกิดขึ้นเฉพาะที่สามารถรู้ได้ง่ายและชัดเจนเท่านั้น เมื่อมีการหายใจเข้าอยู่ ท้องจะพองขึ้นและยุบลง โดยปกติการเคลื่อนไหวจะปรากฏชัดเจน อาการที่ท้องพองยุบนี้เรียกว่า วาโยธาตุ ผู้ปฏิบัติควรเริ่มต้นด้วยการกำหนดรู้อาการที่ท้องพองยุบนี้โดยตั้งใจกำหนด ผู้ปฏิบัติจะพบว่า เมื่อหายใจเข้า ท้องจะพองขึ้น เมื่อหายใจออกท้องจะยุบลง เมื่อท้องพองขึ้นก็ให้กำหนดรู้ด้วยใจว่า พองหนอ เมื่อท้องยุบลง ก็ให้กำหนดรู้ว่า ยุบหนอ ถ้าหากว่า ในขณะที่กำหนดรู้อาการพองยุบอยู่ด้วยใจนั้น อาการพองยุบไม่ชัดเจน ก็ให้เอาฝ่ามือแตะที่แผ่นท้อง โดยไม่ต้องบังคับลมหายใจ ไม่ว่ามันจะช้าลง ก็ไม่ต้องทำให้มันไวขึ้น อีกทั้งไม่ต้องหายใจแรงขึ้น ถ้าผู้ปฏิบัติบังคับลมหายใจ ก็จะทำให้รู้สึกเหนื่อย ให้หายใจอย่างธรรมดาตามปกติ แล้วกำหนดอาการพองอาการยุบของท้อง ให้กำหนดอาการพองอาการยุบด้วยใจไม่ใช่ท่องด้วยปาก ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ผู้ปฏิบัติ จะเรียกชื่อว่าอย่างไรไม่ใช่เรื่องสำคัญ ที่จริงแล้วสาระสำคัญอยู่ที่ การกำหนดรู้ ขณะที่กำหนดรู้อาการพองของท้องให้กำหนดตั้งแต่ท้องเริ่มพองไปจนถึงสุดพอง เหมือนกับว่าผู้ปฏิบัติเห็นอาการพองด้วยตาตนเองการกำหนดอาการยุบของท้องก็ให้กำหนดเช่นเดียวกัน คือให้กำหนดตั้งท้องเริ่มยุบไปจนถึงสุดยุบ ประหนึ่งว่าผู้ปฏิบัติเห็นอาการยุบของท้องด้วยตาตนเองฉะนั้น การกำหนดอาการพองของท้องนั้น อาการที่ท้องพองขึ้น กับใจที่รู้ว่าท้องพองขึ้น ให้ดำเนินไปพร้อมกัน กล่าวคือให้ทันกันพอดี  คล้ายกับว่าปาก้อนหินไปกระทบที่เป้า ฉะนั้นการกำหนดอาการยุบของท้องก็มีนัยเช่นเดียวกัน

         ขณะที่ผู้ปฏิบัติกำหนดรู้อาการพองยุบของท้องอยู่นั้น จิตใจก็จะฟุ้งซ่านไป ผู้ปฏิบัติก็ต้องกำหนดสภาวะที่จิตฟุ้งซ่านไปนี้ โดยกำหนดรู้ด้วยใจว่า ฟุ้งซ่านหนอ หรือ ฟุ้งหนอๆๆ เมื่อผู้ปฏิบัติกำหนดรู้จิตที่ฟุ้งซ่านนี้ไปสักครั้ง สองครั้ง จิตก็จะหยุดฟุ้งซ่าน เมื่อจิตหยุดฟุ้งซ่านแล้วผู้ปฏิบัติก็กลับมากำหนดรู้อาการพองยุบของท้องใหม่ เมื่อจิตนึกคิดไปที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ก็ให้กำหนดว่า ถึงหนอๆ แล้วก็ให้กลับมากำหนดรู้อาการพองยุบของท้องอีก ถ้าผู้ปฏิบัตินึกคิดไปพบคนบางคน ก็ให้กำหนดว่า พบหนอๆๆแล้วก็กลับมากำหนดอาการพองยุบ ถ้าหากผู้ปฏิบัติหวนรำลึกถึงไปพบพูดคุยกับคนบางคน ก็ให้กำหนดว่า พูดหนอๆๆ

เมื่อกล่าวโดยย่อ ผู้ปฏิบัติก็ควรกำหนดทุกสภาวะ  ไม่ว่าจะเป็นความคิดหรือการพิจารณาอะไรก็ตามที่เกิดขึ้น กล่าวคือ ถ้าผู้ปฏิบัตินึกคิด ก็ให้กำหนดว่า นึกคิดหนอๆๆ ถ้าผู้ปฏิบัติคิด ก็ให้กำหนดว่า คิดหนอๆๆ ถ้าผู้ปฏิบัติคิดวางแผนก็กำหนดว่า วางแผนหนอๆๆ ถ้าผู้ปฏิบัติสังเกตเห็นก็ให้กำหนดว่า สังเกตหนอๆๆ ถ้าผู้ปฏิบัติพิจารณาก็ให้กำหนดว่า พิจารณาหนอๆ ถ้าผู้ปฏิบัติมีความรู้สึกเป็นสุข ก็ให้กำหนดว่า สุขหนอๆๆ ถ้าผู้ปฏิบัติรู้สึกเบื่อ ก็ให้กำหนดว่า เบื่อหนอๆๆ ถ้าผู้ปฏิบัติดีใจ ก็ให้กำหนดว่า ดีใจหนอๆๆ ถ้าผู้ปฏิบัติมีรู้สึกท้อแท้ใจ ก็ให้กำหนดว่า ท้อหนอๆๆ การกำหนดสภาวะที่จิตรับรู้อารมณ์ทุกอย่าง เรียกว่า จิตตานุปัสสนา เพราะว่าคนเราขาดการกำหนดสภาวะจิตที่นึกคิดและรู้อารมณ์เหล่านี้ตามความเป็นจริง ดังนั้นคนเราดูเหมือนว่า ตัวเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสิ่งที่เรานึกคิดและคิดว่ามีอัตตาตัวตนอยู่ เช่นฉันเป็นผู้นึกคิด และเป็นผู้คิด เป็นผู้วางแผน เป็นผู้รู้ เป็นต้นโดยคิดว่ามีตัวตน ที่จริงแล้วตั้งแต่เด็กเล็กเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน และก็กำลังคิดอยู่ในขณะนี้ ความจริงแล้วความมีตัวมีตนเช่นนั้นไม่มีอยู่เลย มีแต่เพียงอาการที่จิตรับรู้อารมณ์ต่อเนื่องไม่ขาดสายเข้ามาแทนที่เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ คนเราจึงต้องกำหนดอาการที่จิตนึกคิดอารมณ์เหล่านี้ตามที่มันเป็นจริง โดยกำหนดอารมณ์แต่ละอย่างและทุกๆสภาวะที่จิตนึกคิดตามที่มันเกิดขึ้น เมื่อผู้ปฏิบัติกำหนดรู้สภาวะต่างๆอยู่เช่นนั้น สภาวะที่ถูกกำหนดก็จะค่อยๆหายไป แล้วให้กลับมากำหนดรู้อาการพองยุบของท้องต่อไป

        เมื่อผู้ปฏิบัตินั้นกำหนดวิปัสสนากรรมฐานเป็นเวลานานๆ ความรู้สึกว่าร่างกายแน่น ตึงร้อน ก็จะเกิดขึ้น ผู้ปฏิบัติก็ต้องกำหนดว่า ตึงหนอๆๆ ร้อนหนอๆๆ อย่างตั้งใจเหมือนกัน และเมื่อมีความรู้สึกเจ็บปวด เบื่อหน่าย ก็ให้กำหนดว่า เจ็บหนอๆๆ เบื่อหนอๆๆ ความรู้สึกเหล่านี้ทั้งหมดเรียกว่า ทุกขเวทนา การกำหนดทุกขเวทนาเรียกว่า เวทนานุปัสสนา การขาดการกำหนดทุกขเวทนา จะทำให้ผู้ปฏิบัติคิดว่า เราตึงแน่น เรารู้สึกร้อน เรารู้สึกเจ็บปวด เมื่อสักครู่นี้เรารู้สึกดีขึ้นแล้ว ขณะนี้เรารู้สึกกระวนกระวายใจ กับความรู้สึกที่ไม่น่าพึงพอใจเหล่านี้ความรู้สึกว่าตัวเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับอารมณ์ที่ไม่น่าใคร่น่าพอใจ เป็นความคิดที่นับว่าผิด ความจริงแล้วไม่มีตัวตนรวมอยู่กับความรู้สึกไม่พอใจเลย เป็นแต่เพียงการสืบต่อเนื่องกันของความรู้สึกที่ไม่พอใจ ในแต่ละขณะจิตหนึ่งๆเท่านั้น เปรียบประดุจการสืบต่อเนื่องกันของกระแสไฟฟ้าใหม่ ซึ่งทำให้ไฟสว่างขึ้นฉะนั้น ดังนั้นทุกเวลาในชีวิตของเรา ก็มักจะประสบกับอารมณ์ไม่น่าพอใจ จึงทำให้เกิดความรู้สึกไม่พอใจแล้วๆเล่าๆ ผู้ปฏิบัติจึงควรกำหนด ความรู้สึกเช่นนี้ว่า ไม่พอใจหนอๆๆ อย่างตั้งอกตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกตึงแน่น หรือความเจ็บปวดก็ตาม ก็ให้กำหนดว่า ตึงหนอๆๆ ร้อนหนอๆๆ ปวดหนอๆๆ ในกรณีของโยคีที่เริ่มปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ความรู้สึกตึงแน่นเจ็บปวด ดูเหมือนว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และก็จะทำให้อยากเปลี่ยนท่านั่ง เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ปฏิบัติก็ควรกำหนดรู้จิตที่อยากเปลี่ยนนั้นด้วยว่า อยากเปลี่ยนหนอๆๆ แล้วหลังจากนั้นโยคีก็ควรกลับมากำหนดรู้อาการว่า ตึงหนอๆๆ ร้อนหนอๆๆ เป็นต้นต่อไป

มีคำสุภาษิตที่ว่า ความอดทนนำไปสู่พระนิพพาน  คำพูดนี้ตรงกันมากกับกรณีความพยายามในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ดังนั้นผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จึงต้องมีความอดทน ถ้าหากผู้ปฏิบัติเปลี่ยนท่านั่งอยู่บ่อยๆ เนื่องจากไม่สามารถอดทนต่อความรู้สึกตึงแน่น หรือความรู้สึกร้อนที่เกิดขึ้นได้ สมาธิที่ดีก็ไม่แก่กล้า ถ้าสมาธิไม่แก่กล้า วิปัสสนาปัญญาก็จะไม่เผลิตผล และก็จะไม่มีการบรรลุมรรคญาณผลญาณและพระนิพพานได้ ด้วยเหตุนี้ความอดทนจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการปฏิบัติวิปัสสนา จริงอยู่ นับว่าเป็นการอดทนอย่างมาก ที่ต้องประสบกับอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา เช่นความรู้สึกตึง แน่น ความรู้สึกร้อน ความรู้สึกเจ็บปวดและความรู้สึกอื่นๆในตัวผู้ปฏิบัติ ความรู้สึกเหล่านี้นับว่าเป็นเรื่องยากที่จะอดทนได้ แต่ผู้ปฏิบัติก็ไม่ควรเลิกการกำหนดรู้ทุกขเวทนา หรือแม้แต่เปลี่ยนท่านั่งในขณะปฏิบัติกรรมฐาน ผู้ปฏิบัติควรอดทนกำหนดทุกขเวทนาไปโดยกำหนดว่า ตึงหนอๆ ร้อนหนอๆ ในที่สุดทุกขเวทนาทั้งหลายจะค่อยๆทุเราเบาบางลงไป ขอเพียงให้ผู้ปฏิบัติ อดทนกำหนดทุกขเวทนาต่อไปเรื่อยๆ เมื่อสมาธิดีแก่กล้าแล้ว แม้แต่ทุกขเวทนาที่รุนแรงก็จะค่อยๆหายไปเอง แล้วผู้ปฏิบัติก็กลับมากำหนดอาการพองยุบของท้องต่อไป

แน่นอนที่สุด ถ้าผู้ปฏิบัติจำเป็นจะต้องเปลี่ยนท่านั่ง ในกรณีที่ทุกขเวทนาไม่หาย แม้ผู้ปฏิบัติได้กำหนดเป็นเวลานานแล้ว หรืออีกนัยหนึ่งผู้ปฏิบัติ อดทนต่อทุกขเวทนาไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ปฏิบัติ ก็ต้องกำหนดต้นจิตว่า อยากเปลี่ยนหนอๆๆ ถ้ายกมือขึ้น ก็กำหนดว่า ยกหนอๆๆ  ถ้าเหยียดมือหรือแขนออกไปก็กำหนดว่า เหยียดหนอๆๆ ควรเหยียดอย่างช้าๆ พร้อมกับกำหนดว่า ยกหนอๆๆ เหยียดหนอๆๆ ถูกหนอๆๆ เป็นต้น ถ้าเอนตัวไปก็กำหนด เอนหนอๆๆ  ถ้าเท้ายกขึ้นก็กำหนดว่า ยกหนอๆๆ ถ้าเท้าเคลื่อนไหวไปก็กำหนดว่า เคลื่อนหนอๆๆ ถ้าเท้าตกลงไปก็กำหนดว่า ตกหนอๆๆ แต่ถ้าไม่มีสภาวะอื่นแทรกซ้อนผิดปกติธรรมดาก็ให้ผู้ปฏิบัติกลับมากำหนดอาการพองยุบของท้องต่อไป

        การกำหนดปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จะต้องไม่มีการหยุดพักการกำหนดในระหว่างเพราะว่าอาการกำหนดก่อนและการกำหนดทีหลังต้องต่อเนื่องกันไม่ขาดสาย สภาวะของสมาธิแรกกับสมาธิหลัง ก็ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน สภาวะของปัญญาแรกกับปัญญาหลัง เป็นปัจจัยหนุนเนื่องซึ่งกันและกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ ลำดับขั้นที่ต่อเนื่องกันสูงขึ้น ก็จะแก่กล้าขึ้นในจิตใจของโยคี โยคีผู้ปฏิบัติจะบรรลุมรรคญาณและผลญาณได้ ก็โดยการรวมกำลังของศีลสมาธิปัญญา

      กระบวนการของวิปัสสนากรรมฐานนั้น ก็เช่นเดียวกับการก่อไฟ คือต้องเอาไม้สองท่อนมารวมกันแล้วสีไฟโดยใช้กำลังมาก และไม่หยุดหย่อนในระหว่างจนกระทั้งว่า ความร้อนได้ที่ หรือเมื่อเปลวไฟลุกขึ้น ในทำนองเดียวกันในการกำหนดวิปัสสนากรรมฐานนั้น ผู้ปฏิบัติจะต้องกำหนดติดต่อ ไม่หยุดหย่อนในระหว่าง ไม่หยุดพักผ่อน ไม่ว่าสภาวะอะไรเกิดขึ้นก็ตาม ผู้ปฏิบัติจะต้องกำหนดรู้ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีอาการคันเกิดขึ้นในระหว่าง โยคีมีความประสงค์ที่จะเกา เพราะว่ามันอดทนได้ยาก เมื่อเป็นเช่นนี้โยคีจะต้องกำหนดทั้งสองสภาวะ คือความรู้สึกคันและใจที่อยากจะเกา ไม่ใช่ว่าพอมีอาการคันก็เกาทันที ถ้าผู้ปฏิบัติมุ่งกำหนดต่อไปอย่างบากบันอดทน โดยทั่วไปอาการคันก็จะค่อยๆหายจางหายไป เมื่ออาการคันหายไปแล้ว ผู้ปฏิบัติก็กลับมากำหนดอาการพองยุบของท้องต่อไป ถ้าหากว่าอาการคันไม่ได้หายไป ผู้ปฏิบัติก็ต้องเกามันให้หายคันเป็นธรรมดา แต่ก่อนอื่นผู้ปฏิบัติก็ควรกำหนดว่า อยากเกาหนอๆๆ ถ้าผู้ปฏิบัติกำลังเกา ก็กำหนดว่า เกาหนอๆ สภาวะทุกอย่างที่เกิดขึ้นในขณะที่โยคีกำลังเกาที่คันอยู่ ก็ควรกำหนดรู้อาการ โดยเฉพาะเวลามือแตะก็ควรกำหนดว่า แตะหนอๆๆ เกาหนอๆๆ เป็นต้น แล้วก็ค่อยกลับมากำหนดอาการพองยุบของท้องต่อไป ทุกเวลาที่ผู้ปฏิบัติเปลี่ยนท่า ก็ต้องกำหนดรู้ต้นจิตก่อนว่า อยากเปลี่ยนหนอๆๆ แล้วก็กำหนดอาการเคลื่อนไหวทุกๆอย่างติดต่อกันไป เช่นเวลาลุกขึ้นจากท่านั่งก็กำหนดว่าลุกหนอๆๆ เวลายกแขนขึ้นก็กำหนดว่า ยกหนอๆๆ เวลาแขนเคลื่อนไหวก็กำหนดเคลื่อนหนอๆๆ เวลาเหยียดแขนออกไปก็กำหนดว่าเหยียดหนอๆๆ ในขณะที่ผู้ปฏิบัติเปลี่ยนอิริยาบถ ก็ให้กำหนดรู้อาการเคลื่อนไหวทุกๆอย่างที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันนั้นด้วย เช่นร่างกายเอนไปข้างหน้า ก็ให้กำหนดว่า เอนหนอๆ ขณะที่ลุกขึ้นรู้สึกว่าตัวเบา ก็ให้กำหนดว่า เบาหนอๆ ผู้ปฏิบัติควรกำหนดลุกหนอๆอย่างช้าๆ โยคีผู้ปฏิบัติควรทำตัวเหมือนคนอ่อนแอ คนเจ็บไข้ คนป่วย คนมีสภาพร่างกายปกติ จะลุกขึ้นก็ลุกขึ้นโดยง่าย รวดเร็วคล่องตัว อันบุคคลผู้ลุกขึ้นอย่างช้าๆค่อยๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนเจ็บไข้ไร้พละกำลังเสมอไป เหมือนกับกรณีคนทนทุกข์เพราะเจ็บหลัง ก็ต้องลุกขึ้นอย่างช้า ด้วยเกรงว่าหลังจะเจ็บและเป็นเหตุให้ปวดเจ็บ โยคีผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานก็เช่นเดียวกัน เมื่อจะเปลี่ยนท่าก็ต้องเปลี่ยนอย่างค่อยๆ ช้าๆ และเปลี่ยนอย่างมีสติ สมาธิและวิปัสสนาปัญญาจึงจะแก่กล้า ดังนั้นจึงต้องเริ่มกำหนดอาการเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ เมื่อลุกขึ้นโยคีต้องลุกขึ้นอย่างช้าๆ เหมือนกับคนเจ็บไข้ ในเวลาเดียวกันก็กำหนดว่า ลุกหนอๆๆ

ไม่ใช่แต่เพียงเท่านี้ แม้แต่ตาเห็นรูป ผู้ปฏิบัติจะต้องปฏิบัติเหมือนกับว่าไม่ได้เห็น เมื่อหูได้ยินเสียงก็เช่นเดียวกัน คือผู้ปฏิบัติจะต้องทำเหมือนว่าหูหนวก ดังนั้นในกรณีที่ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ความใส่ใจของผู้ปฏิบัติก็คือต้องกำหนดรู้เท่านั้น ผู้ปฏิบัติจะได้เห็นได้ยินอะไรก็ตาม ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ปฏิบัติจะไปสนใจดู สนใจฟัง หรือไม่ว่าจะเป็นสิ่งแปลกใหม่น่าสนใจก็ตาม ที่ผู้ปฏิบัติได้เห็นได้ยิน ก็ต้องปฏิบัติเหมือนกับว่า ไม่ได้เห็นไม่ได้ยิน ต้องกำหนดอย่างตั้งใจเท่านั้น เมื่อเคลื่อนไหวร่างกาย โยคีควรเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ เหมือนกับว่าเป็นคนอ่อนกำลัง เป็นคนเจ็บไข้ เช่นเหยียดแขนขา ก็เหยียดช้าๆ คู้เหยียดแขนขาอย่างช้าๆ ก้มศีรษะลงเงยศีรษะขึ้นอย่างช้าๆ การเคลื่อนไหวทุกอย่างทั้งหมด โยคีจะต้องทำอย่างช้าๆ แม้เมื่อลุกขึ้นจากที่นั่ง โยคีก็ต้องค่อยๆลุกขึ้น โดยกำหนดว่า ลุกหนอๆๆ  เมื่อทำตัวให้ตรง ยืนขึ้นก็ให้กำหนดว่า ยืนหนอๆๆ เมื่อมองดูที่นี่บ้าง ที่นั่นบ้าง ก็กำหนดว่ามองหนอๆๆ เห็นหนอๆๆ และเมื่อเดินไปก็ให้กำหนดที่เท้าที่ก้าวไป ไม่ว่าจะก้าวเท้าข้างขวาไป หรือก้าวเท้าข้างซ้ายไปก็ตามโยคีจะต้องมีความรู้สึกทุกๆการเคลื่อนไหวที่เนื่องด้วยกัน ตั้งแต่ยกเท้าขึ้นไปจนถึงเหยียบเท้าลงไป กำหนดรู้เท้าแต่ละเท้าที่ก้าวไป ไม่ว่าจะเป็นเท้าข้างขวาหรือเท้าข้างซ้ายก็ตาม นี้เรียกว่าวิธีการกำหนดเมื่อผู้ปฏิบัติเดินเร็ว  

       ถ้าโยคีปฏิบัติได้เช่นที่กล่าวมานี้  ก็นับว่าเป็นการเพียงพอ เมื่อโยคีเดินไวๆ หรือเดินทางไกล แต่เมื่อเดินช้าๆหรือเดินจงกรม โยคีก็ควรกำหนดการเคลื่อนไหว  ๓ ระยะในแต่ละก้าวคือยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ แต่ถ้ากำหนดตอนแรกก็ให้กำหนด ยกหนอ เหยียบหนอ โยคีจะต้องกำหนดรู้อย่างเท่าทัน ขณะที่เท้ายกขึ้น เช่นเดียวกันขณะที่เท้าเหยียบลง ก็ต้องกำหนดรู้ตามความเป็นจริง ถึงสภาวะที่เท้าหนักในขณะเหยียบลง โดยกำหนดว่า หนักหนอๆๆ โยคีจะต้องเดินไปโดยกำหนดว่ายกหนอ เหยียบหนอ ในการเดินก้าวไปแต่ละก้าว การกำหนดเช่นนี้จะกำหนดง่ายขึ้นหลังจาก ๒ วันไปแล้ว เมื่อโยคีมุ่งกำหนดการเคลื่อนไหว ๓ ระยะตามที่อธิบายแล้วว่า ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ ในการเริ่มต้นการกำหนดการเคลื่อนไหว   ระยะที่ ๑ หรือระยะที่ ๒ เท่านั้นก็เป็นการเพียงพอ  คือขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ในเวลาที่เดินไวและที่เดินช้าๆ ก็ให้กำหนดว่า ยกหนอ เหยียบหนอ ถ้าเมื่อเดินไปอย่างนั้น ผู้ปฏิบัติต้องการที่จะนั่งก็ให้กำหนดต้นจิตว่า อยากนั่งหนอ ๆๆ เมื่อจะนั่งลงถ้าเกิดตัวมีอาการหนัก ขณะย่อลงก็ให้กำหนดว่า หนักหนอ ๆๆ อย่างตั้งใจ  เมื่อผู้ปฏิบัตินั่งลงก็ให้กำหนดอาการเคลื่อนไหวทุกอย่างที่เกิดขึ้น ในการจัดเท้าจัดแขน เมื่อมีการเคลื่อนไหวใด ๆ คือเมื่อไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ ร่างกายอยู่ในภาวะปกติ  ก็ให้ผู้ปฏิบัติกำหนดพองหนอ ยุบหนอต่อไป  ขณะที่กำหนดอาการอารมณ์หลักอยู่นั้น ถ้าแขนขาเกิดอาการตึงและเกิดความรู้สึกร้อนอวัยวะบางส่วนของร่างกายก็ให้ผู้ปฏิบัติกำหนดว่า ตึงหนอๆๆ ร้อนหนอๆๆ แล้วก็กลับมากำหนด พองหนอ ยุบหนอ ขณะที่กำหนด พองหนอยุบหนออยู่นั้น  ถ้าเกิดอยากนอนลงก็ให้กำหนดว่า อยากนอนหนอ ๆๆตลอดถึงการเคลื่อนไหวของเท้า แขน ขณะที่ผู้ปฏิบัตินอนลงก็ควรกำหนดไปด้วย  การยกแขนขึ้นก็ดี การยืดแขนออกก็ดี การวางศอกลงที่พื้นก็ดี  การก้มลงก็ดี การงอขาก็ดี การเอียงตัวไปก็ดี ซึ่งเป็นอาการที่ผู้ปฏิบัติเตรียมนอนลงอย่างช้า ๆ ก็ควรกำหนดรู้ทุกอย่างโดยการกำหนดว่า ยกหนอๆๆ ยืดหนอๆๆ วางหนอๆๆ ก้มหนอๆๆ เป็นต้น การกำหนดอาการที่ผู้ปฏิบัตินอนลงนั้น เป็นสิ่งสำคัญ ในอิริยาบถนอนนี้ผู้ปฏิบัติสามารถบรรลุมรรคญาณและผลญาณได้ เมื่อสมาธิและญาณแก่กล้าก็สามารถเกิดขึ้นได้ทุกขณะ ชั่วขณะคู้แขนหรือชั่วขณะเหยียดแขน มรรคญาณ ผลญาณก็สามารถเกิดขึ้นได้ เหมือนกับการบรรลุเป็นพระอรหันต์ของพระอานันทเถระ

       พระอานันทเถระเจริญวิปัสสนากรรมฐานอย่างหนักเพื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์ตลอดคืนในตอนเย็นของวันปฐมสังคายนา  ท่านปฏิบัติกายคตาสติตลอดคืน โดยกำหนดย่างก้าวแต่ละก้าวว่า ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ  และกำหนดสภาวะที่เกิดขึ้นแต่ละอย่าง  กำหนดต้นจิตก่อนเดิน กำหนดอาการเคลื่อนไหวของกายทุกอย่างที่เกิดขึ้น ในเวลาเดินจงกรม   แม้ว่าการปฏิบัติกรรมฐานได้ดำเนินมาถึงเวลาใกล้รุ่งอรุณแล้วก็ตาม  ท่านพระอานันทเถระก็ยังไม่ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ได้ทราบว่าท่านพระอานันทเถระได้ปฏิบัติวิปัสสนาโดยการจงกรมมากและเพื่อที่จะทำให้สมาธิกับวิริยะเสมอกัน ท่านจึงได้ปฏิบัติวิปัสสนากรรม ฐานในท่านอนชั่วขณะหนึ่ง  โดยท่านได้เข้าไปในห้องนอน  ท่านได้นั่งลงบนที่นอนและเอนตัวลงนอน  ขณะที่ท่านปฏิบัติอยู่อย่างนั้นก็กำหนดว่า นอนหนอ ๆ  แล้วในที่สุดท่านก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ในทันทีทันใด  ท่านพระอานันทเถระได้สำเร็จเป็นพระโสดาบันก่อนที่จะเอนตัวลงถูกพื้น  ท่านได้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานต่อไปจนได้บรรลุเป็นพระสกทาคามี เป็นพระอนาคามี และเป็นพระอรหันต์  ได้ทราบว่าความเป็นพระสกทาคามี พระอนาคามีและพระอรหันต์  เกิดขึ้นมาติด ๆ กันชั่วขณะเดียว  

       ดังนั้นขอให้ระลึกถึงการบรรลุถึงพระอรหันต์ของท่านพระอานันทเถระเป็นตัวอย่าง  ซึ่งการบรรลุเกิดขึ้นชั่วขณะเดียวกัน  ไม่ได้ใช้เวลายาวนานแต่อย่างใด  เพราะเหตุนี้โยคีจึงควรกำหนดด้วยความพากเพียรตลอดเวลา  ไม่ควรลดหย่อนในการกำหนดโดยคิดว่า มีการพลั้ง เผลอเล็กน้อยบ้างก็คงไม่ใช่เรื่องสำคัญมากนัก  การเคลื่อนไหวทุกอย่างที่ปรากฏในระหว่างการนอน ตลอดถึงการจัดแจงแขน เท้า ผู้ปฏิบัติก็ควรกำหนดอย่างตั้งใจไม่หยุดหย่อน  ถ้าไม่มีอาการเคลื่อนไหวใด ๆ ร่างกายอยู่ในภาวะปกติ  ก็ให้ผู้ปฏิบัติกลับมากำหนดอาการพองยุบของท้องต่อไป  แม้ว่ามันเป็นเวลาดึกดื่นได้เวลานอนหลับแล้วก็ตาม  โยคีก็ไม่ควรขึ้นไปนอนโดยหยุดพักการปฏิบัติ  แท้ที่จริงโยคีควรเจริญสติปัฏฐานอย่างาตั้งอกตั้งใจจริง ๆ อย่างกับว่าจะยกเลิกการหลับนอนเลยทีเดียว  และควรปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานต่อไปจนกระทั่งหลับไป ถ้าการปฏิบัติกรรมฐานก้าวหน้าดี ผลการปฏิบัติก็จะสูงขึ้น  ผู้ปฏิบัติก็จะไม่ง่วงเหงาหาวนอน อีกประการหนึ่งถ้าความง่วงเหงาหาวนอนมีกำลังส่งสูงขึ้น  ผู้ปฏิบัติก็จะหลับไปเอง  แต่เมื่อผู้ปฏิบัติรู้สึกง่วงควรกำหนดว่า ง่วงหนอ ๆ ถ้าหากหนังตาหย่อนลง ก็ให้กำหนดว่า หย่อนหนอ ๆ  แต่ถ้าหากหลังตาหนักก็ให้กำหนดว่า หนักหนอ ๆ  หรือรู้สึกเจ็บปวดตาก็ให้กำหนดว่า เจ็บหนอ ๆ  โดยการกำหนดเช่นนั้น ความง่วงเหงาหาวนอนก็จะจางหายไป  ตาก็จะกลับแจ่มใสขึ้นดังเดิม  โยคีควรกำหนดด้วยว่า แจ่มใสหนอ ๆ หรือ แจ้งใสหนอ ๆ  แล้วก็มุ่งกำหนดอาการพองยุบของท้องต่อไป  อย่างไรก็ดีโยคีต้องมุ่งกำหนดวิปัสสนากรรมฐานอย่างบากบั่นถ้าหากความง่วงเหงาหาวนอนจริง ๆ เกิดขึ้นในระหว่าง  โยคีก็จะหลับไปเองหรือหลับไม่ยาก ความจริงหลับง่ายถ้าผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานในท่านอนก็จะค่อย ๆ ม่อยหลับในที่สุด ด้วยเหตุนี้ผู้ปฏิบัติใหม่ไม่ควรกำหนดกรรมฐานส่วนมากในท่านอนกำหนด  แต่ควรกำหนดกรรมฐานให้มากในอิริยาบถนั่งและอิริยาบถเดินจงกรม  แต่ถ้ามันเป็นเวลาดึกดื่นแล้ว  ได้เวลานอนก็ควรกำหนดกรรมฐานในท่านอน  โดยกำหนดอาการพองยุบของท้อง  แล้วในที่สุดก็จะหลับไปตามธรรมชาติ  เวลาที่ผู้ปฏิบัติหลับไปนั้นถือว่าเป็นเวลาพักผ่อนของโยคีผู้ปฏิบัติ แต่จริง ๆ แล้วสำหรับโยคีผู้ปฏิบัติแบบเอาจริงเอาจังก็จะกำหนดเวลานอนเพียง ๔ ชั่วโมงเท่านั้น พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตเวลาเที่ยงคืนนี้ไว้  เวลา ๔ ชั่วโมงนับว่าเป็นเวลาเพียงพอแล้ว ถ้าผู้เริ่มปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานคิดว่า เวลา ๔ ชั่วโมง ไม่เพียงพอแก่ความต้องการของสุขภาพ ก็อาจจะเพิ่มเป็น ๕ ชั่วโมงหรือ ๖ ชั่วโมง  ก็นับว่าเหมาะสมและเพียงพอแก่ความต้องการของสุขภาพแล้ว  เมื่อใดก็ตามเมื่อโยคีผู้ปฏิบัติตื่นขึ้นมา  เมื่อนั้นก็ควรกำหนดต่อไป โยคีผู้มุ่งหวังบรรลุมรรคญาณ ผลญาณจริง ๆ ก็ควรพักจากการกำหนดกรรมฐานเฉพาะในเวลาที่หลับไปเท่านั้น  เวลาอื่นชั่วขณะที่ตื่นขึ้นมาก็ควรจะกำหนดอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อนผ่อนพัก  เพราะเหตุนั้น ขณะที่โยคีตื่นขึ้นมาในทันทีก็ควรกำหนดสภาวะจิตที่ตื่นขึ้นมาว่า ตื่นหนอ ๆ  แต่ถ้าหากว่าผู้ปฏิบัติไม่สามารถกำหนดรู้สภาวะจิตที่พึ่งตื่นได้ทันทีพอดี  ก็ควรเริ่มกำหนดอาการพองยุบของท้องต่อไป  ถ้าผู้ปฏิบัติตั้งใจลุกขึ้นจากเตียงนอน ก็ควรกำหนดว่า ตั้งใจลุกหนอ ๆ แล้วก็มุ่งกำหนดการเปลี่ยนแปลงอาการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ในร่างกายอย่างเวลาที่ผู้ปฏิบัติกำหนดในการจัดแขนจัดขา เมื่อผู้ปฏิบัติยกศีรษะขึ้น ก็ให้กำหนดว่า ยกหนอ ๆ เมื่อลุกขึ้นก็ให้กำหนดว่า ลุกหนอ ๆ  เมื่อลุกนั่งก็ให้กำหนดว่า นั่งหนอ ๆ  ถ้าผู้ปฏิบัติจัดการเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนไหวใด ๆ ก็ตาม ก็ให้กำหนดทุกอย่างเหมือนกับเวลาที่กำหนดในการจัดแขนขา  ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงเช่นนั้นใด ๆ มีแต่อาการนั่งอย่างสงบ  ผู้ปฏิบัติก็ควรกลับมากำหนดอาการพองยุบของท้องต่อไป  ผู้ปฏิบัติควรกำหนดเช่นเดียวกันในเวลาล้างหน้าและเวลาอาบน้ำ  แม้ว่าอาการเคลื่อนไหวทั้งหลายที่เกิดขึ้นในเวลาล้างหน้าและอาบน้ำจะเป็นการเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างเร่งรีบก็ตาม  แต่โยคีผู้ปฏิบัติก็ควรกำหนดอาการเคลื่อนไหวทุกอย่างที่สามารถกำหนดได้  เวลาแต่งตัวก็ดี เวลาจัดเตียงนอนให้เรียบร้อยก็ดี  เวลาเปิดประตูปิดประตูก็ดี ผู้ปฏิบัติควรกำหนดทุกอย่างอย่างตั้งใจเท่าที่เป็นไปได้   เมื่อผู้ปฏิบัติรับประทานอาหาร ขณะมองดูโต๊ะอาหารก็ควรกำหนดว่า มองหนอ เห็นหนอ ๆ  เมื่อผู้ปฏิบัติเอื้อมมือไปที่อาหาร ก็กำหนดว่า เอื้อมหนอ  มือแตะอาหารก็กำหนดว่า แตะหนอ ๆ  รวบรวมอาหารมาจัดเตรียมก็กำหนดว่า รวบรวมหนอ จัดหนอ ๆ  นำอาหารใส่ปากก็กำหนดว่า มาหนอ ๆ  ก้มศีรษะนำอาหารใส่ปากก็กำหนดว่า ก้มหนอ ใส่หนอ วางมือก็ให้กำหนดว่า วางหนอ เงยศีรษะขึ้นก็ให้กำหนดว่า เงยหนอ  สรุปก็คือควรกำหนดทุกสภาวะให้เท่าทันตามสมควร  วิธีการกำหนดนี้เป็นไปตามวิธีการรับประทานอาหารของชาวพม่า  โยคีที่ใช้ช้อนส้อม ตะเกียบก็ควรกำหนดอาการเคลื่อนไหวในลักษณะท่าทางที่เหมาะสม  เมื่อโยคีเคี้ยวอาหารก็กำหนดว่า เคี้ยวหนอ ๆ เมื่อรู้รสอาหารก็กำหนดว่า รู้หนอ ๆ  เมื่อโยคีชอบใจรสอาหารก็กำหนดว่า ชอบใจหนอ ๆ เมื่อกลืนอาหารลงไปในลำคอก็กำหนดว่า กลืนหนอ ๆ   สรุปก็คือโยคีควรกำหนดทุกสภาวะที่เกิดขึ้น นี้เป็นวิธีการกำหนดที่ควรกำหนดในเวลารับประทานอาหารแต่ละคำข้าว   ขณะที่โยคีรับประทานแกงก็เช่นเดียวกัน ทุกๆอาการเคลื่อนไหวที่เกิดมีขึ้น เช่นการเอื้อมมือก็ให้กำหนดว่า เอื้อมหนอ  จับช้อนก็ให้กำหนดว่าจับหนอ เวลาตักก็กำหนดว่า ตักหนอ เป็นต้น  อาการเคลื่อนไหวสภาวะทุกอย่างโยคีควรกำหนดทั้งนั้น  ความจริงการกำหนดเช่นนี้ในเวลารับประทานอาหารค่อนข้างจะยุ่งยาก เนื่องจากมีหลายสิ่งหลายอย่างมากมายที่จะต้องคอยสังเกตและกำหนด  โยคีผู้เริ่มปฏิบัติอาจเป็นไปได้ที่จะพลาดพลั้งหลายสิ่งหลายอย่างที่ควรกำหนด แต่ถึงอย่างไรก็ควรตั้งใจกำหนดอาการทุกสภาวะ  แน่นอนล่ะ ถ้าผู้ปฏิบัติเผอเรอขาดสติไปก็ไม่สามารถที่จะกำหนดได้เลย  แต่ถ้าหากว่าผู้ปฏิบัติมีสมาธิแก่กล้าก็จะสามารถกำหนดทุกสภาวะที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงที  อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าได้อรรถาธิบายมาหลายสิ่งหลายอย่าง เพื่อให้โยคีทั้งหลายได้กำหนดรู้  แต่เมื่อสรุปแล้วก็มีบางอย่างบางสิ่งที่จะต้องกำหนดเพิ่มเติมกล่าวคือ เมื่อโยคีเดินไว ๆ พึงกำหนดว่า ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ซ้ายหนอ ขวาหนอ  ในกรณีที่เดินช้า ๆ ให้กำหนดว่า ยกหนอ เหยียบหนอ  ถ้านั่งลงอย่างสงบแล้วก็ให้กำหนดอาการพองยุบของท้อง  ในเวลานอนก็เช่นเดียวกัน ให้กำหนดว่า พองหนอ ยุบหนอ  ถ้าไม่มีสภาวะอันใดเป็นการเฉพาะที่จะต้องกำหนด  ในเวลาที่กำหนดอาการพองยุบอยู่นั้น ถ้าเกิดว่าใจฟุ้งซ่าน ให้กำหนดว่า ฟุ้งหนอ และก็กลับมากำหนดอาการพองยุบของท้องต่อไป  เมื่อเกิดความรู้สึกตึงก็ให้กำหนดว่า ตึงหนอ ปวดหนอ  ให้กำหนดว่าเจ็บหนอ ปวดหนอ  อาการคันก็ให้กำหนดว่า คันหนอ  แล้วก็กลับคืนมากำหนดอาการพองยุบของท้องต่อไป  แม้เมื่อเกิดอาการงอแขนขาก็ให้กำหนดว่า งอหนอ คู้หนอ  เหยียดแขนขาก็ให้กำหนดว่า เหยียดหนอ  เคลื่อนไหวแขนขาก็ให้กำหนดว่า เคลื่อนหนอ  โค้งศีรษะก็ให้กำหนดว่า โค้งหนอ  ถ้าเงยศีรษะขึ้นก็ให้กำหนดว่า เงยหนอถ้าเอนตัวไปข้างหน้าก็กำหนดว่า เอนหนอ  ตัวตรงก็ให้กำหนดว่า ตรงหนอ แล้วก็กลับมากำหนดอาการพองยุบของท้องต่อไป  ถ้าโยคีมุ่งกำหนดอาการดังที่กล่าวมานั้นจะสามารถกำหนดสภาวะต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้มากขึ้นโดยลำดับ  ในช่วงที่ปฏิบัติใหม่ ๆ จิตใจของโยคีก็จะฟุ้งไปที่นี่บ้าง ที่นั่นบ้าง  จนลืมการกำหนดสภาวะต่าง ๆ แต่โยคีก็ไม่ควรท้อถอย ทุกคนที่เริ่มปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจะต้องเผชิญกับความยุ่งยากที่คล้าย ๆ กันนี้  แต่ถ้าหากโยคีปฏิบัติมากขึ้นก็จะสามารถกำหนดรู้อาการที่คิดฟุ้งซ่านได้ทุกขณะ  จนในที่สุดกระทั่งว่าจิตใจไม่ฟุ้งซ่านไปที่ไหนอีกเลย  จิตใจอยู่ตรึงแน่นกับอารมณ์กรรมฐาน  อาการที่จิตมีสติได้กำหนดรู้เท่าทันอารมณ์กรรมฐาน เช่น รู้เท่าทันอาการพองยุบของท้อง กล่าวคือ อาการพองของท้องจะเกิดขึ้นพร้อมกับอาการที่จิตกำหนดรู้  อาการยุบของท้องก็จะเกิดขึ้นพร้อมกับจิตที่รู้อาการยุบของท้อง  รูปารมณ์กับสภาวะจิตที่กำหนดรู้เกิดขึ้นพร้อมกันคล้ายเป็นคู่ แต่ในการเกิดขึ้นพร้อมกันนี้ไม่มี สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา รวมอยู่ด้วยเลย  มีแต่รูปกับนามเท่านั้น  ในเวลาปฏิบัติโยคีก็จะได้ประสบพบเห็นสภาวะเหล่านี้ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงเฉพาะผู้ปฏิบัติเอง ขณะที่โยคีกำหนดอาการพองยุบของท้องอยู่นั้น  ก็จะสามารถแยกแยะได้ว่าอาการพองขึ้นของท้องเป็นรูป และใจที่กำหนดรู้อาการพองขึ้นของท้องนั้นเป็นนาม  อาการยุบของท้องก็ดุจเดียวกัน กล่าวคือ อาการยุบลงของท้องเป็นรูป และใจที่กำหนดรู้อาการยุบของท้องเป็นนาม   ดังนั้นโยคีก็จะรู้ชัดแจ้ง

ติดต่อสำนักปฏิบัติธรรม
Line
id0955696448
Facebook
เว็บไซต์
มือถือ
0955-696-448
โทรศัพท์
-
โทรสาร
-
อีเมล์
kampithep@hotmail.com
ที่อยู่ :
ต.ชากพง อ.แกลง จ.ระยอง
จำนวนเข้าดู :
66
ปรับปรุงล่าสุด :
16 กันยายน พ.ศ. 2563 18:42:13
ข้อมูลเมื่อ :
2 มิถุนายน พ.ศ. 2563 20:11:18